คาโบคุ โคทานิ (Kaboku Kotani) เป็นนักเรียนมัธยมปลายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ที่มีนิสัยเงียบ ขี้อาย และพูดไม่ค่อยคล่องเพราะมีอาการติดอ่างเล็กน้อย เขาใช้ชีวิตแบบไม่โดดเด่น ไม่อยากเป็นจุดสนใจของใคร
แต่วันหนึ่ง เขาได้เห็นเพื่อนร่วมชั้นหญิงชื่อ ฮิคาริ วันด้า (Hikari Wanda) กำลังเต้นอยู่คนเดียวอย่างเป็นอิสระสุด ๆ การเต้นของเธอทั้งเป็นธรรมชาติและเปี่ยมด้วยพลัง เหมือนร่างกายเธอกำลัง “พูด” แทนหัวใจ
ภาพนั้นทำให้คาโบคุรู้สึกเหมือนถูกปลุกจากโลกเงียบ ๆ ที่เคยอยู่ เขาเริ่มหลงใหลในการเต้น และตัดสินใจเข้าชมรมเต้นของโรงเรียน แม้ไม่เคยเต้นมาก่อนเลยก็ตาม ระหว่างฝึกฝน เขาได้เรียนรู้โลกของ “สตรีทแดนซ์” ทั้งฮิปฮอป ป็อปปิ้ง และฟรีสไตล์ ต้องฝ่าความกลัว ความไม่มั่นใจ และเสียงในใจที่คอยบอกว่า “นายทำไม่ได้หรอก” แต่ทุกครั้งที่ได้ขยับตามจังหวะ เขากลับรู้สึกเหมือนได้ “พูด” ในแบบของตัวเองเป็นครั้งแรก พร้อมกับการเติบโตของคาโบคุ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับวันด้าก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น — จากแรงบันดาลใจ กลายเป็นมิตรภาพ และอาจจะพัฒนาไปมากกว่านั้น
ถ้าผมเป็นคนดู ผมอยากให้ WanDance ทำสิ่งเหล่านี้:
มีฉากที่ Kaboku พยายามเต้นแม้ร่างกายเหนื่อย ใจสั่น แล้วเสียงในหัวบอกว่า “เงียบไว้ดีกว่า” — แล้วเขาเลือกฝืนกลัวนั้นแล้วเต้นต่อ — ฉากแบบนี้จะเป็นจุดพลุแห่งการเติบโต
ให้ Hikari มี “ช่วงอ่อนแอ” ไม่ใช่แค่ผู้มอบแรงบันดาลใจ — เช่นเธอเคยล้มเหลว เคยถูกวิจารณ์ หรือไม่มั่นใจในตัวเองในบางจังหวะ — จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ Kaboku มีน้ำหนัก
ให้เวทีเต้น/การแข่งขันมีผลที่ตามมา ไม่ใช่แค่ “ชนะ/แพ้” แต่มีความรู้สึกว่าเต้นเปลี่ยนเขา บางอย่างในชีวิตเขาแปรเปลี่ยน
เพลง +ท่าเต้นสำคัญ — อยากเห็นท่า freestyle ที่ไม่คลีนมาก เหลือคราบเหงื่อ คราบล้ม แล้วเสียงเพลงที่เลือกให้เข้ากับอารมณ์ช่วงของตัวละคร
WanDance คือเรื่องของคนปากติดขัดที่ค้นพบภาษาของตัวเองผ่านจังหวะเต้น เป็นเรื่องที่อาจทำให้เราคิดว่า “ถ้าเสียงของเรายังไม่ออกมา... ก็ให้ร่างกายพูดแทน” มันไม่ใช่แค่เรื่องโรแมนซ์กับเต้น แต่เป็นเรื่องของ “การค้นหาเสียงในตัวเอง” และความกล้าที่จะเปิดเผยตัวตนทั้งที่กลัวว่าเสียงนั้นอาจจะไม่สวยงามเท่าที่คิด ถ้าทำได้ครบทั้งอารมณ์ ความเจ็บปวด ความสู้ และการเฉิดฉายในแสงไฟ WanDance อาจกลายเป็นอนิเมเต้นที่ทำให้เราร้องไห้ยิ้ม และอยากกระโดดขึ้นมาเต้นกลางถนน
Facebook Comments